What is a Thread Count?

เมื่อพูดถึงเรื่องคุณภาพแล้ว คำว่า Thread Count หรือ TC น่าจะเป็นที่คุ้นหูในวงการเครื่องนอนอย่างดี เนื่องจากนำมาใช้ในเชิงการตลาดกันอย่างกว้างขวาง เพื่อเป็นตัวบ่งบอกจำนวนด้ายที่ใช้ ความแน่นของผ้า และความเรียบเนียนของผิวสัมผัส ซึ่งเป็นที่มาของ ความนุ่มลื่น และอายุการใช้งานของผ้าปูที่นอนนั่นเอง โดยตามหลักการวัดความหนาแน่นของเส้นด้ายในสิ่งทอนั้นจะวัดที่จำนวนเส้นด้ายแนวนอน (Weft) + จำนวนเส้นด้ายแนวตั้ง (Warp) ในพื้นที่ 1 ตารางนิ้ว ดังนั้นผ้าที่ใช้เส้นด้ายจำนวนมากกว่าในการทอจะดูเหมือนมีคุณภาพดีกว่าโดยอัตโนมัตินั่นเอง 

A Marketing Dream

แต่ในปัจจุบันผู้ผลิตหลายรายได้ใช้ข้อมูลนี้เพื่อบิดเบือนคุณภาพที่แท้จริงของสินค้า โดยการอ้างจำนวน Thread Count ที่สูงเกินจริงยกตัวอย่างเช่น ในหนึ่งเส้นด้ายที่มีคุณภาพนั้น ตามหลักแล้วจะมีแค่ 1 ปลาย (Ply) แต่หากผู้ผลิตใช้เส้นใยลักษณะสั้นๆที่ไม่มีคุณภาพนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายแล้ว จะทำได้เส้นด้ายเหล่านั้นไม่แข็งแรง และจำเป็นต้องนำมาผสมกับเส้นได้ที่แข็งแรงกว่า เกิดเป็น เส้นด้าย 2-3 ปลาย  

Don’t Get Confused

นอกจากนี้ ด้วยมาตรฐานหน่วยวัดที่ยังไม่เป็นสากล ทำให้ในบางประเทศ มีหน่วยวัด Thread Count ที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น บางยี่ห้อใช้หน่วยวัดต่อ 1 ตารางนิ้ว บางยี่ห้อใช้หน่วยวัดต่อ 10 ตารางเซนติเมตร ฉะนั้นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดในการเปรียบเทียบตัวเลข TC ก่อนทำการเลือกซื้อผ้าปูที่นอน ปลอกผ้านวม หรือปลอกหมอน จึงควรจะสังเกตุรายละเอียดหน่วยการนับ Thread count ให้ชัดเจน โดยเราสามารถเปรียบเทียบจำนวน Thread count ง่ายๆตามตัวอย่างนี้

 TC per 10cm square/ 1.25 =  TC per square inch

Final Thoughts..

ดังนั้นหากผู้ผลิตอ้างถึงแต่จำนวน Thread Count มากๆโดยไม่เปิดเผยหน่วยวัดที่ชัดเจน อาจทำให้ดูเหมือนสินค้ามีคุณภาพสูงกว่าที่เราเข้าใจค่ะ และอย่าลืมว่าถึงแม้ผ้าปูที่นอนจะมีจำนวนเส้นด้ายมากเพียงใดแต่คุณภาพของเส้นด้ายไม่ดี ผ้าปูที่นอนก็จะให้ผิวสัมผัสไม่นุ่มสบาย จึงต้องนำองค์ประกอบทุกอย่างรวมถึงวิธีการทอและการเก็บรายละเอียดที่กล่าวมาในบทความนี้มาพิจารณาร่วมกัน

Fabric Fundamentals

สิ่งสำคัญที่ทำให้ผ้าปูที่นอน และสิ่งทอแต่ละแบบมีลักษณะแตกต่างกันนั้นโดยทั่วไปแล้วขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่ 1. เส้นใยที่ใช้  2. เทคนิคการทอ และ 3. การเก็บรายละเอียด ความเข้าใจในพื้นฐานเหล่านี้ จะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถแยกแยะคุณภาพของผ้าได้ด้วยตนเอง และยังช่วยลดโอกาสที่จะถูกเอาเปรียบจากคำโฆษณาที่เกินจริง

Fiber 

สิ่งทอหรือผ้าแต่ละชนิดนั้น มีพื้นฐานมาจากวัสดุเล็กๆที่เรียกว่าเส้นใย ซึ่งเปรียบเสมือนวัตถุดิบหลักในการผลิตสิ่งทอ เราจึงต้องทำความรู้จักกับเส้นใยแต่ละชนิดกันก่อน โดยคำว่า เส้นใยธรรมชาติ หมายถึงเส้นใยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เส้นใยไหม หรือเส้นใยฝ้าย 

ส่วนคำว่า เส้นใยสังเคราะห์นั้น หมายถึงการนำวัตถุดิบต่างๆที่ไม่ได้อยู่ในรูปของเส้นใยมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อแปรสภาพให้ได้วัสดุเล็กๆที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเส้นใยนั่นเอง โดยหลังจากที่เส้นใยได้ถูกเก็บเกี่ยวหรือสร้างขึ้นแล้ว จะถูกนำมาปั่นรวมเป็นเส้นด้าย และนำไปถักทอเข้าด้วยกันเป็นผืนผ้า ปิดท้ายด้วยการเก็บรายละเอียดเพื่อให้ผ้าแต่ละชนิดนั้นสวยงามและมีคุณสมบัติเหมาะสมแก่การใช้งานมากยิ่งขึ้น 

Natural Fiber

เส้นใยธรรมชาติที่นิยมนำมาใช้ในเครื่องนอนนั้น ได้แก่ เส้นไหม เส้นใยฝ้าย เส้นใยลินิน เป็นต้น ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ผ้าที่ทอจากเส้นใยเหล่านี้ จะมีจุดเด่นในเรื่องการระบายอากาศได้ดี ทำความสะอาดง่าย (สิ่งสกปรกหลุดออกได้ง่าย) ดูดซับน้ำและเหงื่อได้ดี แต่หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมก็จะมีโอกาสที่ผ้าจะ สีซีด และย้วย ได้ง่ายกว่าเส้นใยสังเคราะห์ และมีราคาสูงกว่านั่นเอง 

Man-Made Fiber

เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ (Artificial Fiber) คือเส้นใยที่ใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ ไม้ไผ่ แป้ง นำมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อให้อยู่ในรูปของเส้นใย ตัวอย่างเช่น ผ้าเรยอน (เยื่อไม้ไผ่) ผ้าเทนเซล (เยื่อไม้ยูคาลิปตัส) 

จุดเด่นของเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ คือมีลักษณะคล้ายเส้นใยธรรมชาติมากในเรื่องความนุ่ม เบา และการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม มีราคาใกล้เคียงกับเส้นใยธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตเส้นใยประเภทนี้ โดยเฉพาะผ้าเรยอน ยังมีแนวโน้มที่จะสร้างมลพิษทางน้ำและอากาศ ส่วนผ้าเทนเซล (Tencel) นั้นผ่านการรับรองว่ามีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Man-Made Fiber 

เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) คือเส้นใยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยการผ่านกระบวนการทางเคมีทั้งสิ้น จากวัตถุดิบตั้งต้น เช่น น้ำมัน ถ่านหิน พลาสติก เกิดเป็นผ้า โพลีเอสเตอร์ ไนลอน และสแปนเด็กซ์ เป็นต้น  

จุดเด่นของเส้นใยสังเคราะห์ คือแน่นอนว่ามีความคงทน ยืดหยุ่นได้ดี สีสันสดใส ดูแลรักษาง่าย ส่วนจุดด้อยคือระบายอากาศได้ไม่ดี ในการทำเครื่องนอนจึงจำเป็นต้องนำเส้นใยคอตตอนมาผสมในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้เหมาะแก่การใช้งาน โดยหากผ้าปูที่นอนหรือผ้านวมมีส่วนผสมของ โพลีเอสเตอร์ มากก็จะยิ่งทำให้ผ้านั้นสากและระบายอากาศได้น้อย ทำให้รู้สึกร้อน เป็นต้น  

Weaving

หากพูดถึง การทอ (Weave) แล้วหลายคนอาจคิดว่าจำนวนความละเอียดในการทอ หรือ Thread Count นั้นสำคัญที่สุด แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกมองข้ามไปนั่นก็คือ เทคนิคการทอ เนื่องจากเป็นปัจจัยโดยตรงที่จะกำหนดผิวสัมผัส ความคงทน และความนุ่มของผ้าแต่ละชนิด ซึ่งการทำความรู้จักกับสองเทคนิคที่นิยมใช้ในวงการเครื่องนอนนี้ จะช่วยให้เราเลือกซื้อผ้าปูที่นอนที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเราได้ดียิ่งขึ้น มากกว่าการวัดที่ Thread Count เพียงอย่างเดียว 

Weaving Patterns

Plain Weaveคือเทคนิคการทอแบบดั้งเดิม แบบ 1:1 แปลว่าใช้ด้ายพุ่ง และด้ายยืน ขัดสลับกันไป หรือ ขึ้น 1 ลง 1 ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่สุดของการทอผ้า สามารถทอได้เร็วและเหมาะกับเส้นใยทุกประเภทและการทอลักษณะนี้จะทำให้ผ้ามีความแข็งแรงเป็นพิเศษ

Satin Weaveคือเทคนิคการทอที่มีจุดประสงค์ในการโชว์ด้ายพุ่งมากกว่าด้ายยืน คือ ขึ้น 4 ลง 1 โดยการทอลักษณะนี้ จะทำให้เนื้อผ้ามีความสามารถในการเล่นแสงตกกระทบมากกว่าแบบแรก จึงจะเห็นได้ว่าผ้าขึ้นเป็นเงา ดูเรียบลื่น (Silky) มากกว่าการทอแบบธรรมดา  

Is Satin a Fabric or Fiber ?

จะสังเกตได้ว่า คำว่าผ้าซาติน (Satin) ที่เราคุ้นหูนั้น อาจสร้างความสับสนระหว่างชนิดผ้าได้ โดยคำว่าซาตินนั้นไม่ใช่ชื่อของเส้นใย หากแต่เป็นวิธีการทอแบบ 4 : 1  นั่นเอง โดยทั่วไปจะใช้เส้นใยชนิดใดในการทอก็ได้ แต่ในวงการเครื่องทอนั้นได้นำคำว่าซาตินมาใช้เป็นเหมือนชื่อเล่นของผ้าที่มีลักษณะเงา มีความแวววาว ดูหรูหราคล้ายผ้าไหม เพื่อจุดประสงค์ทางการตลาด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ (Polyester) ผสมเส้นใยชนิดอื่นๆนั่นเอง 

Finishing

Finishing คือกระบวนการพื้นฐานอีกขั้นตอนหนึ่งในการผลิตผ้าปูที่นอน โดยจะทำหลังจากที่ผ้าทอเสร็จเป็นผืนเรียบร้อยแล้ว จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้คือการสร้างผิวสัมผัสที่ต้องการและการยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้น และเพิ่มคุณสมบัติพิเศษอื่นๆลงบนผืนผ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ทำให้ผ้าแห้งเร็วและไม่ต้องรีด (Easy Care) สีสันสดใสไม่ซีดง่าย เคลือบสารที่ทำให้ผ้ามีความนุ่มและเงางาม (Silicone) เคลือบสารป้องกันการติดไฟ เคลือบสารป้องกันแบคทีเรีย เป็นต้น 

โดยอาจถือได้ว่าขั้นตอนเหล่านี้เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ผู้ผลิตจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับชนิดของผ้า ซึ่งจะช่วยให้ผ้าที่ผลิตนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นจุดขายที่โดดเด่นไม่แพ้ในเรื่องคุณภาพของเส้นใย 

Lenzing เปิดตัว Tencel ใยไหมเซลลูโลสนวัตกรรมใหม

บริษัท Lenzing ผู้ผลิตใยผ้าแนว
หน้าของโลกจากออสเตรียประสบ
ความสำเร็จในการพัฒนาเส้นใยธรรมชาติ
นวัตกรรมใหม่หรือที่เรียกว่าใยเซลลูโลส
ซึ่งเป็นใยผ้าที่ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็น
มิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลิตจากเยื่อไม้หลายชนิดประกอบกัน ให้สัมผัสที่คล้ายกลับผ้าไหม และตั้งใจที่จะผลิตเพื่อ
ป้อนตลาดแฟชั่นชั้นสูง โดยจะใช้เครื่องหมายการค้าว่า Tencel Luxe
เส้นใย Tencel มีน้ำหนัก 40 กรัมต่อความยาว 10 กิโลเมตร และในหนึ่งม้วนมีความความยาว 120
กิโลเมตร การเปิดตัวครั้งนี้ทำให้ Lenzing ก้าวเข้าสู่ตลาดที่เรียกว่าตลาดเส้นใยอย่างเต็มตัวและจะเป็นครั้งแรก
ที่บริษัทสามารถจำหน่ายเส้นใยสำเร็จให้กับผู้ปักผ้าและผู้เย็บผ้าโดยตรงโดยไม่ต้องผ่านโรงงานปั่นด้ายก่อน
เส้นใยชนิดใหม่นี้เข้ากันได้ดีกับใยไหม แคชเมียร์ หรือใยขนสัตว์คุณภาพดีอื่นๆ ประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น
กระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ในความสนใจของนักออกแบบรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตามยังไม่มีการ
เปิดเผยราคาของใยผ้าชนิดนี้ แต่โดยทั่วไปใยไหมจะมีราคาระหว่าง 50-60 ยูโรต่อกิโลกรัม ใยฝ้ายราคาต่ำกว่า
2 ยูโรต่อกิโลกรัม ในขณะที่มีการใช้ใยผ้าราว 100 ล้านตันต่อปีทั่วโลก แต่กลับมีการจำหน่ายใยไหมในตลาด
เพียง 60,000 ตันต่อปี จุดนี้ท าให้ Lenzing มองเห็นโอกาสที่สำคัญสำหรับเส้นใยชนิดนี้ในตลาดแฟชั่นชั้นสูงซึ่ง
มีมูลค่าตลาดกว่า 3 พันล้านยูโรต่อปี
การผลิตเส้นใยชนิดนี้มีขึ้นที่โรงงานในประเทศออสเตรียและจะมีการขยายโรงงานเพิ่มเติมเพื่อผลิตใย
ผ้าชนิดนี้โดยเฉพาะอีกด้วย คาดว่าเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นแรกที่ใช้ใยผ้าชนิดนี้จะออกสู่ตลาดในปี 2018 โดย ณ
ขณะนี้ตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดคาดว่าจะเป็นตลาดอิตาลีและญี่ปุ่น

ผ้าTencel คือ ผ้าที่ทำมาจาก Cellulose ของต้นไม้ ผ่านกระบวนการ Organic solvents เป็นกระบวน ปั่นด้ายที่สะอาดไม่มีสารพิษ และไม่ทำร้ายสิ่งแวดล้อม

✅ ผลิตจากเปลือกไม้ธรรมชาติ เส้นใยแห่งอนาคตได้รับ “รางวัลเพื่อสิ่งแวดล้อม” จากสหภาพยุโรป

✅ ปกป้องเชื้อแบคเทียเรีย เชื้อรา ไรฝุ่น เหมาะสำหรับ ผู้ที่แพ้ง่าย เป็นโรคภูมิแพ้ แพ้ไรฝุ่น

✅ ร้อนนอนสบาย เย็นไม่หนาว ปรับอุณหภูมิตามร่างกาย

✅ ทนทาน ไม่เป็นขุย ดูแลง่าย ซักเครื่องได้ปกติ ไม่ยับง่าย ทิ้งตัวได้ดี

✅ ผ่านมาตรฐาน OEKO TEX Standard 100 ปลอดภัยไร้สารเคมีตกค้าง (Tested for Harmful Substance)

✅ ปกป้องริ้วรอย ยืดอายุเซลล์ผิว หน้าไม่ย่น อ่อนโอนต่อผิวพรรณ

✅ นุ่มสบายมากกว่า ผ้าคอตตอน 1,500 เส้นด้าย หลับสบายจนคุณไม่อยากตื่น

วิธีเลือกหมอน

อยากรู้ว่าเลือกหมอนอย่างไร ให้นอนหลับสนิท สบายตัว และไม่มีปัญหาเรื่องปวดเมื่อยตามร่างกาย มาดูวิธีเลือกหมอนหนุนให้เหมาะกับการใช้งานของแต่ละคนกันค่ะ

          การนอนหลับพักผ่อนถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุดของคน เราจึงต้องใส่ใจองค์ประกอบของการนอนเป็นพิเศษ ซึ่งเรื่องอันดับต้น ๆ ที่ควรจะคำนึงถึงก่อนนั่นก็คือ การเลือกหมอนหนุนให้เหมาะสมกับตัวเรา ซึ่งในวันนี้กระปุกดอทคอมเลยขออาสารวบรวมวิธีการเลือกซื้อที่เหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อช่วยลดปัญหาการนอนหลับและปัญหาสุขภาพที่ทุกคนกำลังเป็นอยู่ในขณะนี้
วิธีเลือกหมอน

1. วัสดุคือปัจจัยแรกในการเลือกซื้อหมอน

          องค์ประกอบแรกในการเลือกหมอนหนุนที่เราควรคำนึงถึงมากที่สุดนั่นก็คือ วัสดุ ซึ่งมีด้วยกันหลากหลายชนิดและแต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้

          – ใยสังเคราะห์ (Polyester) : เป็นหมอนชนิดหนึ่งที่ได้ความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากราคาไม่แพงจนเกินไป ทนทานดูแลรักษาง่าย และรองรับสรีระการนอนได้ดี

          – เมมโมรี่โฟม (Memory Foam) : หมอนที่ถูกออกแบบมาเพื่อการกระจายแรงกดทับ สามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงไปตามอุณหภูมิ รองรับสรีระการนอนได้ดีเยี่ยม ช่วยลดอาการปวดคอ ไหล่และหลัง แถมยังไม่มีสารพิษที่ก่อให้เกิดอาการภูมิแพ้

          – ยางพารา (Latex) : วัสดุที่มีความแข็งแรงคงทน เป็นเบ้ารองรับที่ช่วยจัดวางตำแหน่งของศีรษะ คอ ไหล่ และหลัง ขณะนอนหลับได้เป็นอย่างดี แต่มีราคาที่สูงพอสมควร

          – ขนสัตว์ (Feather) : เป็นวัสดุที่ได้จากขนของนก ขนเป็ด และขนห่าน ซึ่งจะมีความนุ่มฟูและแน่นได้รูปทรง สามารถเติมขนสัตว์ลงไปได้หากว่ามันคืนตัว ราคาสูง ที่สำคัญหมอนขนสัตว์ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคภูมิแพ้

          – ปุยนุ่น (Cotton) : วัสดุจากธรรมชาติ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปราศจากสารเคมีที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ช่วยรับน้ำหนักต้นคอได้อย่างดี อีกทั้งยังเป็นเนื้อวัสดุที่มีความเย็นตามธรรมชาติด้วย

          – หมอนธัญพืช : เรียกได้ว่าเป็นหมอนเพื่อสุขภาพที่ทำมาจากวัสดุจากธรรมชาติอย่างแท้จริง เช่น เปลือกโซบะ เปลือกถั่วงอก หรือชาเขียว ซึ่งจะช่วยในเรื่องการระบายอากาศได้ดี ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด ลดอาการเจ็บปวดจากแรงกดทับ และรองรับการนอนได้ทุกท่า

วิธีเลือกหมอน

2. เลือกไซส์หมอนให้เหมาะกับการนอน

          การเลือกขนาดของหมอนเราจะต้องใช้ปัจจัยอื่น ๆ มาช่วยในการตัดสินใจด้วย เช่น ขนาดของเตียงนอนที่ควรจะมีความสมดุลกับขนาดของหมอน ถ้าเตียงมีขนาดคิงไซส์หมอนก็ต้องเป็นคิงไซส์เช่นกัน ถ้าเป็นหมอนใบเล็กก็ควรมีหมอนหลาย ๆ ใบ เพื่อช่วยอุดช่องว่างระหว่างลำตัวกับเตียงนอนให้รู้สึกนอนสบายยิ่งขึ้น แต่ที่สำคัญไม่ว่าคุณจะเลือกหมอนให้มีขนาดเท่าไรก็ตาม หมอนหนุนศีรษะใบนั้นจะต้องอยู่ใกล้กับกระดูกต้นคอ ก็จะช่วยลดอาการเจ็บปวดในยามตื่นได้ 
วิธีเลือกหมอน

3. ยึดหลักท่านอนประจำในการเลือกหมอน

          ท่านอนหลัก ๆ ก็มีอยู่ด้วยกัน 3 ท่านอน ดังนั้นเราจึงควรเลือกหมอนให้ตรงกับท่านอนที่เราถนัดมากที่สุด ดังนี้

          – นอนหงาย : ควรเลือกหมอนที่มีความหนาระดับกลาง ไม่สูงจนเกินไป เพราะจะช่วยให้คอตั้งอยู่ในระดับที่เหมาะสม บาลานซ์กับแผ่นหลังส่วนบนและกระดูกสันหลังได้เป็นอย่างดี

          – นอนตะแคง : สำหรับคนที่ชอบนอนตะแคงคงจะต้องเลือกให้สอดรับกับช่องว่างระหว่างคอและไหล่ให้พอดี หมอนควรจะมีความสูงพอที่จะยกระดับคอให้รับกับกระดูกสันหลังได้ ที่สำคัญจะต้องมีหมอนข้างรองรับช่องว่างระหว่างขา เพื่อให้จัดสรีระร่างกายอยู่ให้ตำแหน่งที่เหมาะสมด้วย

          – นอนคว่ำ : แนะนำให้เลือกหมอนที่ค่อนข้างเตี้ยเป็นพิเศษหรืออาจจะไม่ต้องใช้หมอนเลยก็ได้

วิธีเลือกหมอน

4. การเลือกหมอนสำหรับผู้ที่มีปัญหาการนอน

          เนื่องจากหมอนทั่ว ๆ ไปที่เราเคยเห็นและซื้อมาใช้กัน อาจจะยังช่วยรองรับสรีระการนอนไม่ดีพอสำหรับคนที่มีปัญหาในการนอนหลับ ดังนั้นจึงมีการคิดค้นและออกแบบหมอนในลักษณะพิเศษออกมา เพื่อช่วยผู้ที่มีปัญหาการนอนดังนี้

          – หมอนสุขภาพ (Cervical Pillow) : รูปร่างของหมอนจะมีลักษณะเป็นร่องลึกอยู่ตรงกลาง ผลิตด้วยวัสดุที่เป็นเบ้ารองรับคอได้อย่างสมบูรณ์แบบ กระจายแรงกดทับในระหว่างที่นอนหลับได้ดี

          – หมอนน้ำ (Water Pillow) : หมอนที่ใช้น้ำเป็นวัสดุเพื่อให้รองรับกับสรีระของผู้ใช้งานได้ทุกท่วงท่าของการนอน เหมาะสำหรับผู้พึ่งพาการรักษาแบบกายภาพบำบัดหรือจัดกระดูก

          – หมอนเย็น (Cool Pillow) : เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาร้อนตอนนอน เหงื่อออก และหลับไม่สนิท เนื่องจากหมอนที่ว่านี้จะมีเม็ดบีทส์เป็นส่วนประกอบหลักที่ช่วยกำจัดความร้อนออกจากศีรษะ พร้อมกับปรับอุณหภูมิให้คงที่เหมาะกับการนอนหลับพักผ่อน

          – หมอนออกซิเจน (Oxygen-promoting Pillow) : หมอนออกซิเจนเป็นหมอนเพื่อสุขภาพโดยแท้ ที่ใช้เทคโนโลยีเฉพาะในการผลิต ช่วยเพิ่มออกซิเจนให้กับร่างกาย ไม่รบกวนระบบทางเดินหายใจระหว่างการนอนหลับเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาทางด้านนี้โดยเฉพาะ

          – หมอนสุขภาพตามสรีระร่างกาย (Positional Pillow) : หมอนประเภทนี้มักจะมีรูปทรงเฉพาะต่างจากหมอนทั่วไป ทั้งรูปทรงโค้งเป็นวงรี รูปทรงโดนัทมีรูตรงกลาง หรือรูปทรงที่เว้นช่องเอาให้ไว้ยืดแขนขณะนอนตะแคง

          อย่าคิดว่าแค่หยิบอะไรมาหนุนนอนก็ทำให้นอนหลับสบายได้ เพราะถ้ามันไม่เหมาะกับร่างกายคุณ ก็จะเกิดผลกระทบทางลบในระยะยาว ต่อไปนี้ก่อนเลือกซื้อหมอนทุกครั้งควรพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ก่อนทุกครั้งก็จะดี เชื่อเถอะว่าแค่หมอนดี ๆ หนึ่งใบจะทำให้สุขภาพของคุณเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นแน่นอน

ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Obstructive Sleep Apnea: OSA) เป็นภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับ เป็นอันตรายและอาจทำให้เกิดความผิดปกติอื่นตามมาจนถึงเสียชีวิตได้ พบได้ในทุกอายุ โดยมักจะพบมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้น ผู้ชายมากกว่าผู้หญิง หรือกลุ่มคนที่น้ำหนักตัวมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักไม่สังเกตถึงความผิดปกติในขณะหลับของตนเอง บ่อยครั้งที่ผู้พบความผิดปกติเป็นคู่สมรสหรือคนใกล้ชิด

อาการของภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

  • นอนกรน
  • หยุดหายใจในขณะหลับ
  • ตื่นขึ้นมาเพราะหายใจแรง, สำลัก หรือหายใจติดขัดหรือไม่
  • ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเจ็บคอและปากแห้ง
  • นอนเตะขาไปมาในขณะหลับ
  • รู้สึกกระสับกระสายจนต้องการขยับขา ในขณะที่นอนเฉยๆ ช่วงกลางคืน
  • ละเมอเดิน
  • ฝันร้าย
  • ฝันผวา
  • ละเมอพูด
  • ละเมอทานอาหาร
  • ออกท่าทางขณะฝัน
  • นอนตกเตียง
  • อาการชัก / ชักขณะหลับ
  • นอนกัดฟัน

หากคุณมีอาการเหล่านี้ แปลว่าคุณกำลังเสี่ยงกับภาวะความผิดปกติอย่างหนึ่งของการหายใจที่เกิดขึ้นระหว่างการนอนหลับ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจทำให้เกิดความผิดปกติอื่น ๆ ตามมาจนอาจเสียชีวิตได้ แพทย์อาจจะให้คุณเข้าตรวจสุขภาพการนอนหลับในการช่วยวินิจฉัยภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โดยจะบันทึกการหายใจและการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายขณะคุณกำลังนอนหลับ

ทางเลือกการรักษา

  1. การปรับพฤติกรรมเสี่ยง ได้แก่
    • การลดน้ำหนักตัว โดยการควบคุมอาหาร
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
    • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
    • หลีกเลี่ยงการใช้ยานอนหลับ
    • ปรับท่านอนเป็นท่านอนตะแคงจะช่วยให้อาการลดลง
    • หลีกเลี่ยงภาวะอดนอน
  2. การใช้เครื่องช่วยสร้างแรงดันบวกในทางเดินหายใจ
    • (Positive airway pressure therapy, PAP) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่ง เพื่อรักษาภาวะอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุดในปัจจุบัน
  3. การใช้อุปกรณ์ทางทันตกรรมช่องปาก
    • ใช้ในกรณีที่อาการไม่รุนแรง
  4. การรักษาด้วยการผ่าตัด
    • มีการผ่าตัดได้หลายวิธี ขึ้นกับระดับความรุนแรงและอวัยวะที่ทำให้เกิดการอุดกั้นขณะนอนหลับ ซึ่งจะพิจารณาร่วมกับแพทย์ผู้ดูแลรักษา

การตรวจสุขภาพการนอนหลับ (Sleep Test) เป็นการตรวจเพื่อค้นหาความผิดปกติของร่างกายขณะนอนหลับ โดยเป็นการตรวจในช่วงเวลากลางคืนประมาณ 6 – 8 ชั่วโมง ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจวัดคลื่นสมอง ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตรวจวัดลมหายใจ ตรวจวัดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการหายใจ ตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ ตรวจเสียงกรน ตรวจท่านอน และตรวจวัดความอิ่มตัวของระดับออกซิเจนในเลือด ประมวลผลโดยเจ้าหน้าที่ตรวจการนอนหลับและรายงานผลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ผลของการตรวจจะช่วยการวินิจฉัยโรคและประเมินระดับความรุนแรงของโรคได้ เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับชนิดอุดกั้น การกระตุกของกล้ามเนื้อต่างๆ และพฤติกรรมที่ผิดปกติระหว่างการนอนหลับตรวจสุขภาพการนอนหลับ

ภาวะการนอนหลับ

การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัยชราต้องนอนหลับอย่างพอเพียง ในคนปกติมีการเปลี่ยนแปลงของระบบต่างๆของร่างกายที่มีลักษณะเฉพาะ มีการปรับตัวให้เข้ากับกลางวันและกลางคืน โดยใช้วงจรหลับตื่นเป็นตัวกำหนดเพื่อความอยู่รอด การหลับและตื่นมีความแตกต่างกันตามอายุ โดยเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ

ภาวะการนอนหลับในแต่ละช่วงวัยที่ดี

  • ทารกแรกเกิดใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการนอนหลับ วันละประมาณ 16-20 ชั่วโมง
  • สู่วัยเรียนการนอนก็จะลดลงเหลือ 9-10 ชั่วโมง
  • วัยผู้ใหญ่ก็จะใช้เวลาในการนอนเพียง 5-6 ชั่วโมง

แต่การนอนหลับของแต่ละคนจะไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเข้าสู่วัยชราการนอนหลับจะแตกต่างและเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน คือเริ่มมีการตื่นในช่วงกลางดึกบ่อยขึ้นจะหลับไม่ได้รวดเดียวถึงเช้าเหมือนวัยหนุ่มสาว อาจมีหลับในช่วงกลางวันเพิ่มมากขึ้นในบางวัน

การขาดการนอนหลับในคนปกติสามารถทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพกายและสุขภาพใจของคนผู้นั้นได้ เช่น มีอาการมึนงง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หงุดหงิด สมาธิไม่ดี การตัดสินใจแย่ลงเป็นต้น ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยชราจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการนอนหลับทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ เหมือนการเลี้ยงดูปลาถ้าให้ความเอาใจใส่น้อยให้อาหารไม่ดี ปลาก็จะโตไม่เต็มที่หรือไม่สมบูรณ์อาจมีโรคแทรกได้ การขาดการนอนหลับในคนที่มีโรคประจำตัวอาจจะทำให้โรคหรืออาการของโรคที่มีอยู่นั้นเพิ่มมากขึ้นหรือกำเริบขึ้น ดังนั้นในทุกคนทุกวัยถ้าไม่เอาใจใส่สุขอนามัยของการนอนหลับแล้วสุขภาพของคนก็จะแย่ลง เราสามารถทำให้คุณภาพการนอนเปลี่ยนแปลงดีขึ้นได้ด้วยการเอาใจใส่ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ สุขภาพกายและสุขภาพใจก็จะดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โรคต่างๆเกี่ยวกับการนอนหลับผิดปกติ (Sleep Disorders)

1.โรคนอนไม่หลับ

เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในคนไข้เกือบทุกวัยไม่ว่าจะมีอาการนี้ในระยะสั้น (acute) หรือเป็นเรื้อรัง (chronic) อาการนอนไม่หลับเป็นโรคความผิดปกติในการนอน นอนยาก ไม่ง่วงเมื่อถึงเวลานอน นอนหลับไม่สนิท นอนแล้วตื่นกลางดึก หรือแม้จะรู้สึกอ่อนเพลียเพียงใดก็ไม่สามารถนอนหลับได้ กลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่รบกวนจิตใจและกระบวนการทำงานของร่างกาย ซึ่งการนอนไม่หลับเกิดได้จากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยทางร่างกาย ปัจจัยทางจิตใจ ปัจจัยสิ่งแวดล้อมและอุปนิสัยการนอน (sleep hygiene) เป็นต้น

โรคนอนไม่หลับมีอาการสำคัญ ดังนี้

  • นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ใช้เวลานานกว่าจะนอนได้
  • หลับยาก นอนดึก ตื่นสาย
  • นอนหลับ ๆ ตื่น ๆ รู้สึกตัว ตื่นขึ้นกลางดึก
  • ตื่นแล้วไม่สามารถนอนหลับต่อไปได้อีก
  • อ่อนล้า หมดแรง ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า

ปัจจัยที่ทำให้มีอาการนอนไม่หลับ อาจเกิดได้จาก

  • การดื่มเครื่องดื่มชูกำลัง เช่น ช กาแฟ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะทำให้ร่างกายหลับไม่ปกติ เช่น ทำให้ตื่นบ่อย หลับไม่สนิท หลับๆ ตื่นๆ
  • แสงหรือเสียงรบกวน อาจทำให้มีอาการนอนหลับไม่สนิท หลับๆตื่นๆได้
  • ความคิดวิตกกังวลว่าตนเองจะนอนไม่หลับ
  • การรับประทานยางชนิด เช่น ยาโรคหัวใจ , ยาความดัน , ยาแก้แพ้ , เป็นต้น
  • อายุที่เพิ่มมากขึ้น อาจส่งผลให้มีอาการนอนไม่หลับได้มากขึ้น

วิธีแก้อาการนอนไม่หลับ

1.ควรหลีกเลี่ยงการดื่ม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ในหลังช่วงบ่าย จนถึงก่อนนอน

2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากการออกกำลังกายจะทำให้ร่างกายหลังสารเคมีที่ช่วยลดความตึงเครียดของร่างกายได้

3.พยายามไม่งีบหลับในช่วงกลางวันมากเกินไป เพราะจะทำให้ไม่ง่วงและคุณภาพการนอนไม่ดีในคืนนั้น

2.นอนหลับมากเกินปกติ / โรคนอนเกิน / โรคนอนขี้เซา

กลุ่มนี้นอนหลับมากเกินไปซึ้งเกิดจากความผิดปกติทางระบบประสาท ดังนั้นจึงควรได้รับการค้นหาสาเหตุเพิ่มเติมเช่นกัน อย่างก็ตามก่อนจะลงความเห็นว่าคนไข้ที่ง่วงนอนผิดปกติตกอยู่ในกลุ่มนี้ ควรมั่นใจก่อนว่าคนไข้ดังกล่าวได้รับการนอนหลับพักผ่อนแล้วอย่างเพียงพอ ไม่ใช่พวกอดหลับอดนอน (Insufficient sleep syndrome)  คนไข้ Central origin of hypersomnolenceส่วนใหญ่มีการง่วงนอนผิดปกติในเวลากลางวัน (excessive daytime sleepiness)

เทคนิคการนอนอย่างมีคุณภาพ

เทคนิคที่ 1 >>> ก่อนนอน งดสูบบุหรี่ งดเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม โกโก้ และแอลกอฮอล์ทุกชนิด เพราะนิโคติน และกาเฟอีนมีผลโดยตรงต่อการนอนไม่หลับ เพราะกาเฟอิน ในกาแฟจะไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้มีการตื่นตัว หากร่างกายได้รับมากกว่า 150 มิลลิกรัมต่อวันจะทำให้นอนหลับยาก หลับไม่สนิทและช่วงเวลาหลับนั้น สั้นลง (ถ้าเทียบกาแฟทรีอินวัน 1 ซอง โดยเฉลี่ยจะมีกาเฟอินประมาณ 83–122.48 มิลลิกรัม) ส่วนแอลกอฮอล์มีผลทำให้ระบบการนอนแย่ลง หลายคนมีความเชื่อผิดๆคิดว่าแอลกอฮอล์ช่วยให้นอนหลับง่าย เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์กดประสาท จะทำให้ง่วงเมื่อดื่มช่วงแรกๆ จากนั้นเมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญโดยตับ ทำให้เกิดสารเคมีตัวใหม่ที่ชื่อว่า เอทานอล ที่ทำให้คุณภาพการนอนลดลง คนดื่มมากๆจะมีอาการหลับๆตื่นๆ เมื่อดื่มสะสมไปนานๆ จะมีอาการนอนไม่หลับ ฝันร้าย กระสับกระส่าย จนต้องเสพติดแอลกอฮอล์กลายเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังและโรคแทรกซ้อนอื่น จนถึง โรคมะเร็งตับ ตามมา

เทคนิคที่ 2 >>> หลีกเลี่ยงการรับประทานอาการมื้อหนัก ก่อนนอน 2 ชั่วโมง รวมทั้ง เครื่องดื่มในปริมาณมากๆ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ย่อยยาก เพราะช่วงที่เรานอนหลับ ร่างกายต้องทำงานหนักในการย่อยอาหารที่เราทานเข้าไป ทำให้เราหลับไม่สนิท และมีอาการฝันร้ายได้ ยกเว้นถ้า หิวจริงๆ ควรนมอุ่น หรือ อาหารเบาๆ ย่อยง่ายก่อนนอนจะดีที่สุด และควรเข้าห้องน้ำแปรงฟัน ปัสสาวะก่อนนอน จะช่วยให้นอนหลับได้อย่างสุขสบาย ไม่ตื่นมาปัสสาวะกลางดึก

เทคนิคที่ 3 >>> ไม่ควรออกกำลังกายก่อนนอน แต่ควรออกกำลังกายทุกวัน และห่างจากเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง เพราะช่วงที่เราออกกำลังกายร่างกายจะมีการเผาผลาญพลังงานและมีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นประสาท ร่างกายจะตื่นตัว กล้ามเนื้อถูกใช้งาน และเกิดการสลายไขมันใต้ผิวหนัง โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิค จะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ระบบไหลเวียนดีขึ้น ออกซิเจนถูกกระจายไปส่วนต่างๆของร่างกาย ส่งผลให้คนที่เข้านอนทันทีหลังออกกำลังกาย นอนหลับไม่สนิท คุณภาพการนอนไม่ดี เพราะร่างกายตื่นตัวจนทำให้อ่อนเพลียในวันรุ่งขึ้น ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ

เทคนิคที่ 4 >>> งดการเล่นอุปกรณ์ไอทีและเครื่องมือสื่อสารบนเตียงนอนและก่อนนอนถ้าจำเป็นต้องใช้งานควรให้ห่างเวลานอนอย่างน้อย 30 นาที -1 ชั่วโมง เช่น มือถือ ไอแพด ไอโฟน คอมพิวเตอร์ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้มีผลต่อคลื่นสมองโดยตรง ทำให้นอนหลับยากขึ้น หรือ นอนหลับไม่สนิท โดยเฉพาะผู้มีปัญหาหลับยาก ควรจะงด 2–3 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อให้คลื่นสมองผ่อนคลายก่อนเข้านอน จะช่วยให้นอนหลับสนิทและหลับได้เร็วขึ้น

เทคนิคที่ 5 >>> เข้านอนและตื่นเป็นเวลา รวมทั้งไม่ทำกิจกรรมที่กระตุ้นจิตใจก่อนนอน เช่น ดูหนังสยองขวัญ ตื่นเต้น อ่านหนังสือที่เครียดๆ เป็นต้น การเข้านอนและตื่นเป็นเวลา จะทำให้ร่างกายเกิดความเคยชิน และระบบการทำงานของสมองคงที่ เหมือนกับที่เราต้องฝึกทารกหรือเด็กเล็กๆให้นอนเป็นเวลา นอกจากช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีแล้ว ยังส่งเสริมพัฒนาการด้านอารณ์และพัฒนาการด้านสติปัญญาและการเรียนรู้ได้อย่างดีด้วย

เทคนิคที่ 6 >>> การจัดสภาพแวดล้อมในการนอนที่ส่งเสริมการนอนหลับพักผ่อน ข้อนี้สำคัญเป็นเรื่องแรกเลยคะ แต่บอกไว้หลังสุด เพราะถ้าขาดเทคนิคข้อนี้ ข้ออื่นๆ จะด้อยลงไปทันที สภาพแวดล้อมที่บอกได้แก่ แสงสว่าง กลิ่น สภาพอากาศ บรรยากาศที่ส่งเสริมความสุขสบายในการนอน ว่ากันว่า สำคัญพอๆ กับการเตรียมสนามแข่งสำหรับนักกีฬาเลยเชียวคะ การปิดไฟให้มืดสนิท หรือ หรี่ไฟให้แสงสว่างน้อยที่สุด บรรยากาศที่เหมาะสม ไม่ร้อน ไม่หนาวจนเกินไป ไร้เสียงและกลิ่นรบกวน และสภาพแวดล้อมสุดท้าย คือ เครื่องนอนและที่นอนที่สุขสบาย นอนแล้วมีความสุข ที่นอนดีๆสักอัน ที่อยู่กับเราและรองรับสรีระและร่างกายของเราทั้งคืน ตลอดการพักผ่อน อยู่กับอาจจะมากกว่า เสื้อผ้าแพงๆ หรือ เครื่องอำนวยความสะดวกบางชิ้น แต่มีคุณค่าและประโยชน์มหาศาล ที่จะช่วยให้เราพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ นอนอย่างมีคุณภาพ ต่อไปแน่นอน

เทคนิคที่ 7 >>> เลือกรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่ไม่เป็นพิษกับร่างกาย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพร อย่างเช่นเห็ดหลินจือแดงที่มีส่วนช่วยในการผ่อนคลายระบบประสาทและยังทำให้นอนหลับได้สนิทมากขึ้น สารสกัดจากเห็ดหลินจือแดงเป็นสมุนไพรที่มีสารสำคัญที่ช่วยทำให้รู้สึกผ่อนคลาย คลายความวิตกกังวล ช่วยทำให้นอนหลับ ลดอาการนอนหลับไม่สนิทและช่วยเพิ่มระยะเวลาการนอนให้นานขึ้นได้อีกด้วย

หากเราอดนอน หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ จะส่งผลเสียกับร่างกายทำให้ระบบร่างกายทำงานติดขัด จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดความดันโลหิตสูง และปัญหาด้านระบบหลอดเลือดหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกันทำงานโดยมีประสิทธิภาพลดลง หายจากโรคต่างๆ ได้ช้าลง มีผลต่อการเจริญเติบโต มีการซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอได้ลดลง ฟื้นตัวจากโรคได้ช้า ร่างกายมีภาวะอ่อนเพลีย ส่งผลต่อระบบเผาผลาญ ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น มีอาการป่วย เช่น คลื่นใส้ ปวดศีรษะ ท้องผูกหรือท้องเสีย กล้ามเนื้อทำงานได้ไม่เต็มที่ กล้ามเนื้อทำงานได้ลดลง หรืออ่อนแรง อ่อนเพลีย มีผลทางด้านจิตใจและอารมณ์ เช่น โกรธง่าย มีอารมณ์แปรปรวน ไม่คงที่ ซึมเศร้า และมีอาการเฉื่อยชา ไม่อยากทำอะไรเลย เพราะฉะนั้นจึงต้องดูแลร่างกายให้ดี การพักผ่อนนอนหลับนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ไม่แพ้เรื่องการบริโภคหรือการออกกำลังกาย

การนอนหลับ ถือเป็นกระบวนการทางสรีรวิทยาพื้นฐานตามธรรมชาติ ที่สอดคล้องตามจังหวะหรือนาฬิกาทางชีวภาพของสิ่งมีชีวิต เพื่อไปซ่อมแซมและฟื้นฟูหน้าที่การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายให้เจริญเติบโต แข็งแรงเป็นปกติ
          ศาสตร์การแพทย์แผนจีน กล่าวว่า กลไกการตื่นและนอนหลับเป็นไปตามการเพิ่มขึ้นและลดลงของอินและหยาง กล่าวคือ อินเพิ่มขึ้นมากจะทำให้นอนหลับ หากหยางเพิ่มขึ้นมากจะทำให้ตื่น (阴气盛则寐 (入眠),阳气盛则寤 (醒来)

คัมภีร์โบราณของการแพทย์แผนจีน “หลิงซู” มีการระบุถึงวิถีการนอนหลับเพื่อสุขภาพเอาไว้ว่า 

《灵枢》 “人与天地相参也,与日月相应也”
“มนุษย์อยู่ร่วมฟ้าดิน เป็นหนึ่งเดียว
แปรเปลี่ยนสอดคล้องกับดวงอาทิตย์และพระจันทร์”

หมายถึง จักรวาลภายนอกและภายในร่างกายของเรานั้นเป็นหนี่งเดียว มีเพียงการดำเนินชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติเท่านั้น จึงเป็นหนทางแห่งการมีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ความต้องการในการนอนหลับของคนเราจึงขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ยิ่งอายุน้อยยิ่งต้องนอนหลับมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วระยะเวลาหรือจำนวนชั่วโมงเฉลี่ยของการนอนที่เหมาะสมสำหรับวัยผู้ใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 7 – 8 ชั่วโมงต่อวัน

ช่วงอายุเวลานอนที่หมาะสม(ชั่วโมง)
ทารกแรกเกิดวัย 0-3 เดือน14 – 17
ทารกวัย 4-11 เดือน12 – 15
วัยหัดเดินอายุ 1-2 ขวบ11 – 14
วัยอนุบาลอายุ 3-5 ขวบ10 – 13
วัยประถมอายุ 6-13 ปี9 – 11
วัยรุ่นอายุ 14-17 ปี8 – 10
วัยผู้ใหญ่ตอนต้นอายุ 18-25 ปี7 – 9
วัยผู้ใหญ่อายุ 26-64 ปี7 – 9
วัยสูงอายุอายุ 65 ปีขึ้นไป7 – 8

ที่มา: American National Sleep Foundation Recommended sleep.

เวลาเข้านอนที่เหมาะสม ในศาสตร์การแพทย์แผนจีนได้ระบุไว้ว่า  “ 天人合一 ”  คือ มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ โดยช่วงเวลาเข้านอนและตื่นนอนที่เหมาะสมจะต้องสอดคล้องกับวิถีแห่งธรรมชาตินั้นคือ พระอาทิตย์ขึ้นเราตื่น – พระอาทิตย์ตกเราพัก ดังนั้น ช่วงเวลาที่เหมาะสมของการตื่นและเข้านอน คือ ช่วงเวลาระหว่าง 5.00-21.00 น. ซึ่งในคัมภีร์ฯ ยังได้กล่าวอีกว่า การนอนก่อนเวลา 23.00 น. ถือเป็นเวลาเข้านอนที่ดีที่สุด เนื่องจากการนอนหลับในช่วงเวลาที่พลังอินมากสุดจะทำให้หลับสนิทและหลับลึก ซึ่งช่วงเวลาที่อินสูงสุดอยู่ในช่วงเวลา 23.00-1.00 น.(子时)

  • ช่วงเวลา 21.00 – 23.00 น. เป็นเวลาของเส้นลมปราณซานเจียว ซึ่งซานเจียวจะเชื่อมต่อกับเส้นเลือดทั่วร่างกาย หากเราเริ่มเข้านอนในเวลานี้ หลอดเลือดทั่วร่างกายก็จะได้การหล่อเลี้ยง และการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพยังช่วยทำให้ผิวพรรณของเรางดงามและอ่อนเยาว์ขึ้นอีกด้วย
  • ช่วงเวลาระหว่าง 23.00 – 3.00 น. เป็นเวลาของเส้นลมปราณตับและถุงน้ำดี ถือเป็นช่วงเวลาทองของการนอนหลับเพื่อซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกาย และเพื่อให้เลือดไหลเวียนเข้าสู่ตับอย่างเพียงพอ และรักษาการทำงานของตับและถุงน้ำดีให้ทำงานได้อย่างปกติ ซึ่งสอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ ระยะเวลาดังกล่าวยังเป็นช่วงที่ Growth hormones หลั่งได้ดีที่สุด ซึ่งฮอร์โมนนี้ จะทำให้ร่างกายหลับลึกและได้รับการพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ และช่วยให้การซ่อมแซมฟื้นฟูร่างกายเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

มาตรฐานการนอนหลับที่ถือว่ามีคุณภาพ

1. เข้าสู่สภาวะนอนหลับได้เร็ว หลังจากเข้านอน 5 – 15 นาที
2. นอนหลับสนิทและหลับลึก หายใจสม่ำเสมอ ไม่มีเสียงกรน ไม่สะดุ้งตื่นง่าย
3. ไม่ตื่นในช่วงระหว่างการนอนหลับ ฝันน้อย ไม่ตกใจตื่นจากความฝัน
4. ตื่นนอนไว และตื่นตอนเช้าร่างกายรู้สึกเบาสบาย จิตใจปลอดโปร่งมีชีวิตชีวา
5. สมองแจ่มใสตลอดทั้งวัน การทำงานมีประสิทธิภาพ ไม่ง่วง ไม่อ่อนเพลีย

การนอนหลับเพื่อบำรุงสุขภาพ

          ช่วงที่หยางเพิ่มสูงที่สุด คือช่วงกลางวัน เวลา 11.00 – 13.00 น. (午时) ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านจากหยางไปสู่อิน จึงควรงีบหลับสั้น ๆ เพียง 15 นาที – 1ชม. จะช่วยบำรุงพลังลมปราณหยาง และปกป้องบำรุงพลังลมปราณอิน รวมถึงปรับสมดุลอินหยางในร่างกาย

          ช่วงที่อินเพิ่มสูงที่สุด คือช่วงกลางคืน เวลา 23.00 – 1.00 น. (子时) ถือเป็นเวลาที่เหมาะสมกับการนอนหลับมากที่สุด เพราะ เป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านจากอินไปสู่หยาง และการเข้านอนก่อน23.00 และนอนหลับสนิทในช่วงเวลานี้จะช่วยบำรุงพลังลมปราณอิน (อินชี่) ปกป้องบำรุงพลังลมปราณหยาง (หยางชี่)

子时大睡 午时小憩
ช่วงอินสูงสุดควรนอนหลับให้เพียงพอ, ช่วงหยางสูงสุดควรงีบหลับสักเล็กน้อย

เคยรู้สึกไหมว่านอนพลิกไปพลิกมาเท่าไรก็นอนไม่หลับ แต่บางคนหัวถึงหมอนก็หลับด้วยความรวดเร็ว  คุณรู้ไหมว่าการนอนไม่หลับ” กำลังเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชากรที่เป็นผู้ใหญ่ทั่วโลกมากกว่าร้อยละ 20     การนอนไม่หลับเป็นภัยเงียบที่ส่งผลต่อสุขภาพต่อร่างกายเรามากกว่าที่คิด ตั้งแต่ปวดศีรษะ เฉื่อยชา รู้สึกไม่สดชื่นร่าเริง หงุดหงิด ขาดสมาธิ จนทำให้คุณภาพชีวิตและประสิทธิภาพการทำงานลดลง  นอกจากนี้คนที่นอนไม่หลับยังมีโอกาสประสบอุบัติเหตุได้ง่าย บางรายเป็นหนักถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้าและฆ่าตัวตายได้  รวมไปถึงเพิ่มโอกาสเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ ไต ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง และโรคอ้วน 

 

การรักษาโรคนอนไม่หลับมีหลากหลายวิธีตั้งแต่การใช้ยารักษาซึ่งมีผลข้างเคียงและก่อให้เกิดการเสพติด ไม่เหมาะสมกับการรักษาในระยะยาว  ไปจนถึงวิธีทางเลือกอื่นๆ เช่น การสะกดจิต ซึ่งมักจะไม่ได้ผลเท่าที่ควร

 

น่าจะมีวิธีที่มีประสิทธิผล เรียบง่ายกว่านี้และใช้ของไม่ไกลจากตัวเรา

บริษัทเทคโนโลยีด้านสุขภาพในสหรัฐอเมริกาคิดค้น ผ้าห่มชนิดพิเศษ ที่ใช้หลักการกระจายน้ำหนักแบบกดลึก  ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในอ้อมกอดของคนใกล้ชิด ช่วยบำบัดความเครียด นอนหลับสบาย ตื่นมาสดชื่น เป็นอีกวิธีการในการแก้ปัญหาโรคนอนไม่หลับได้อย่างน่าอัศจรรย์ 

  • ผ้าห่มถ่วงน้ำหนัก ทักทอให้มีน้ำหนัก 7-12% ของร่างกายทำให้ผู้ใช้รู้สึกเหมือนอยู่ในอ้อมกอดอันอบอุ่น และด้วยน้ำหนักของผ้าห่มที่กระจายลงบนร่างกายคล้ายการนวดที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยลดความตึงเครียดคลายความกังวล ส่งผลให้เกิดการหลั่งของสารสื่อประสาท เซโลนิน  ช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและความดันเลือด เมลาโทนิน ช่วยควบคุมการหลับให้ดีขึ้น และลด คอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนความเครียด และเป็นตัวก่อให้เกิดการอักเสบด้วย

Screen Shot 2560-05-03 at 14.25.49.png

  • ผ้าห่มถ่วงน้ำหนัก ยังทำให้การเข้าสู่ช่วงหลับลึกไวขึ้นอีกด้วย โดยทำให้รอบ REM (ช่วงการนอนหลับเพื่อเตรียมเข้าสู่การหลับลึก) ลดลง
  • ตัวผ้าห่มทำด้วยวัสดุพิเศษที่ระบายอากาศได้ดี ไม่ร้อน  ให้สัมผัสที่นุ่มสบาย
  • สามารถเลือกขนาดของผ้าห่มให้เหมาะสมกับน้ำหนักของผู้ใช้งานได้
  • จากการทดสอบในผู้ป่วยโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง พบว่านอนหลับสบายขึ้นเมื่อใช้ผ้าห่มนี้ และยังมีการเคลื่อนไหวขณะนอนหลับลดลงด้วย นอกจากนี้ 78% ของผู้ป่วยที่เข้าร่วมใช้ผ้าห่มนี้ในการบำบัดมีระดับความตึงเครียดลดลง
  • มีการใช้ผ้าห่มที่ใช้น้ำหนักในการบำบัดโรคนอนไม่หลับในผู้ป่วยในโรงพยาบาลมาระยะหนึ่งแล้ว ซึ่งให้ผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจ
weight2
 
ผ้าห่มถ่วงน้ำหนัก