กว่าจะเป็นผ้าปูแบบต่างๆ ผ่านขั้นตอนอะไรยังไง

Fabric Fundamentals

สิ่งสำคัญที่ทำให้ผ้าปูที่นอน และสิ่งทอแต่ละแบบมีลักษณะแตกต่างกันนั้นโดยทั่วไปแล้วขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 3 อย่าง ได้แก่ 1. เส้นใยที่ใช้  2. เทคนิคการทอ และ 3. การเก็บรายละเอียด ความเข้าใจในพื้นฐานเหล่านี้ จะเป็นตัวช่วยที่จะทำให้คุณสามารถแยกแยะคุณภาพของผ้าได้ด้วยตนเอง และยังช่วยลดโอกาสที่จะถูกเอาเปรียบจากคำโฆษณาที่เกินจริง

Fiber 

สิ่งทอหรือผ้าแต่ละชนิดนั้น มีพื้นฐานมาจากวัสดุเล็กๆที่เรียกว่าเส้นใย ซึ่งเปรียบเสมือนวัตถุดิบหลักในการผลิตสิ่งทอ เราจึงต้องทำความรู้จักกับเส้นใยแต่ละชนิดกันก่อน โดยคำว่า เส้นใยธรรมชาติ หมายถึงเส้นใยที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่น เส้นใยไหม หรือเส้นใยฝ้าย 

ส่วนคำว่า เส้นใยสังเคราะห์นั้น หมายถึงการนำวัตถุดิบต่างๆที่ไม่ได้อยู่ในรูปของเส้นใยมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อแปรสภาพให้ได้วัสดุเล็กๆที่มีลักษณะเช่นเดียวกับเส้นใยนั่นเอง โดยหลังจากที่เส้นใยได้ถูกเก็บเกี่ยวหรือสร้างขึ้นแล้ว จะถูกนำมาปั่นรวมเป็นเส้นด้าย และนำไปถักทอเข้าด้วยกันเป็นผืนผ้า ปิดท้ายด้วยการเก็บรายละเอียดเพื่อให้ผ้าแต่ละชนิดนั้นสวยงามและมีคุณสมบัติเหมาะสมแก่การใช้งานมากยิ่งขึ้น 

Natural Fiber

เส้นใยธรรมชาติที่นิยมนำมาใช้ในเครื่องนอนนั้น ได้แก่ เส้นไหม เส้นใยฝ้าย เส้นใยลินิน เป็นต้น ด้วยความที่เป็นธรรมชาติ ผ้าที่ทอจากเส้นใยเหล่านี้ จะมีจุดเด่นในเรื่องการระบายอากาศได้ดี ทำความสะอาดง่าย (สิ่งสกปรกหลุดออกได้ง่าย) ดูดซับน้ำและเหงื่อได้ดี แต่หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมก็จะมีโอกาสที่ผ้าจะ สีซีด และย้วย ได้ง่ายกว่าเส้นใยสังเคราะห์ และมีราคาสูงกว่านั่นเอง 

Man-Made Fiber

เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ (Artificial Fiber) คือเส้นใยที่ใช้วัตถุดิบตั้งต้นจากธรรมชาติ เช่น เปลือกไม้ ไม้ไผ่ แป้ง นำมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อให้อยู่ในรูปของเส้นใย ตัวอย่างเช่น ผ้าเรยอน (เยื่อไม้ไผ่) ผ้าเทนเซล (เยื่อไม้ยูคาลิปตัส) 

จุดเด่นของเส้นใยกึ่งสังเคราะห์ คือมีลักษณะคล้ายเส้นใยธรรมชาติมากในเรื่องความนุ่ม เบา และการระบายอากาศที่ดีเยี่ยม มีราคาใกล้เคียงกับเส้นใยธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตเส้นใยประเภทนี้ โดยเฉพาะผ้าเรยอน ยังมีแนวโน้มที่จะสร้างมลพิษทางน้ำและอากาศ ส่วนผ้าเทนเซล (Tencel) นั้นผ่านการรับรองว่ามีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Man-Made Fiber 

เส้นใยสังเคราะห์ (Synthetic Fiber) คือเส้นใยที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่โดยการผ่านกระบวนการทางเคมีทั้งสิ้น จากวัตถุดิบตั้งต้น เช่น น้ำมัน ถ่านหิน พลาสติก เกิดเป็นผ้า โพลีเอสเตอร์ ไนลอน และสแปนเด็กซ์ เป็นต้น  

จุดเด่นของเส้นใยสังเคราะห์ คือแน่นอนว่ามีความคงทน ยืดหยุ่นได้ดี สีสันสดใส ดูแลรักษาง่าย ส่วนจุดด้อยคือระบายอากาศได้ไม่ดี ในการทำเครื่องนอนจึงจำเป็นต้องนำเส้นใยคอตตอนมาผสมในอัตราส่วนต่างๆ เพื่อให้เหมาะแก่การใช้งาน โดยหากผ้าปูที่นอนหรือผ้านวมมีส่วนผสมของ โพลีเอสเตอร์ มากก็จะยิ่งทำให้ผ้านั้นสากและระบายอากาศได้น้อย ทำให้รู้สึกร้อน เป็นต้น  

Weaving

หากพูดถึง การทอ (Weave) แล้วหลายคนอาจคิดว่าจำนวนความละเอียดในการทอ หรือ Thread Count นั้นสำคัญที่สุด แต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ถูกมองข้ามไปนั่นก็คือ เทคนิคการทอ เนื่องจากเป็นปัจจัยโดยตรงที่จะกำหนดผิวสัมผัส ความคงทน และความนุ่มของผ้าแต่ละชนิด ซึ่งการทำความรู้จักกับสองเทคนิคที่นิยมใช้ในวงการเครื่องนอนนี้ จะช่วยให้เราเลือกซื้อผ้าปูที่นอนที่มีลักษณะตรงตามความต้องการของเราได้ดียิ่งขึ้น มากกว่าการวัดที่ Thread Count เพียงอย่างเดียว 

Weaving Patterns

Plain Weaveคือเทคนิคการทอแบบดั้งเดิม แบบ 1:1 แปลว่าใช้ด้ายพุ่ง และด้ายยืน ขัดสลับกันไป หรือ ขึ้น 1 ลง 1 ซึ่งเป็นเทคนิคพื้นฐานที่สุดของการทอผ้า สามารถทอได้เร็วและเหมาะกับเส้นใยทุกประเภทและการทอลักษณะนี้จะทำให้ผ้ามีความแข็งแรงเป็นพิเศษ

Satin Weaveคือเทคนิคการทอที่มีจุดประสงค์ในการโชว์ด้ายพุ่งมากกว่าด้ายยืน คือ ขึ้น 4 ลง 1 โดยการทอลักษณะนี้ จะทำให้เนื้อผ้ามีความสามารถในการเล่นแสงตกกระทบมากกว่าแบบแรก จึงจะเห็นได้ว่าผ้าขึ้นเป็นเงา ดูเรียบลื่น (Silky) มากกว่าการทอแบบธรรมดา  

Is Satin a Fabric or Fiber ?

จะสังเกตได้ว่า คำว่าผ้าซาติน (Satin) ที่เราคุ้นหูนั้น อาจสร้างความสับสนระหว่างชนิดผ้าได้ โดยคำว่าซาตินนั้นไม่ใช่ชื่อของเส้นใย หากแต่เป็นวิธีการทอแบบ 4 : 1  นั่นเอง โดยทั่วไปจะใช้เส้นใยชนิดใดในการทอก็ได้ แต่ในวงการเครื่องทอนั้นได้นำคำว่าซาตินมาใช้เป็นเหมือนชื่อเล่นของผ้าที่มีลักษณะเงา มีความแวววาว ดูหรูหราคล้ายผ้าไหม เพื่อจุดประสงค์ทางการตลาด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วเป็นผ้าที่ทำจากเส้นใยสังเคราะห์ (Polyester) ผสมเส้นใยชนิดอื่นๆนั่นเอง 

Finishing

Finishing คือกระบวนการพื้นฐานอีกขั้นตอนหนึ่งในการผลิตผ้าปูที่นอน โดยจะทำหลังจากที่ผ้าทอเสร็จเป็นผืนเรียบร้อยแล้ว จุดประสงค์ของขั้นตอนนี้คือการสร้างผิวสัมผัสที่ต้องการและการยืดอายุการใช้งานให้มากขึ้น และเพิ่มคุณสมบัติพิเศษอื่นๆลงบนผืนผ้าให้เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น ทำให้ผ้าแห้งเร็วและไม่ต้องรีด (Easy Care) สีสันสดใสไม่ซีดง่าย เคลือบสารที่ทำให้ผ้ามีความนุ่มและเงางาม (Silicone) เคลือบสารป้องกันการติดไฟ เคลือบสารป้องกันแบคทีเรีย เป็นต้น 

โดยอาจถือได้ว่าขั้นตอนเหล่านี้เป็นเคล็ดลับสำคัญที่ผู้ผลิตจะต้องเลือกให้เหมาะสมกับชนิดของผ้า ซึ่งจะช่วยให้ผ้าที่ผลิตนั้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเป็นจุดขายที่โดดเด่นไม่แพ้ในเรื่องคุณภาพของเส้นใย